หน้าแรก
> ข่าวปก >
ข่าวปก
[ ฉบับที่ 997 ประจำวันที่ 16-5-2009 ถึง 19-5-2009 ]
|
กระทุ้งรัฐคุมเข้มระดับค่าเงินบาท
|
| +
อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้ |
|
|
|
|
|
| |
|
หวั่นส่งออกวูบ!
นายแบงก์คาดการณ์ค่าเงินบาทยังผันผวนต่ออีก 2-3 ปีตามทิศทางดอล ลาร์สหรัฐ แนะลูกค้าประกันความเสี่ยง ป้องกันความผันผวนระบบอัตราแลกเปลี่ยน มั่นใจแบงก์ชาติเข้าแทรกแซง ตลาดเพื่อให้ค่าเงินอยู่ในระดับ ที่เหมาะสม พร้อมยอมรับเงิน บาทแข็งค่ามากกว่าภูมิภาค ชาติศิริ เชื่อครึ่งปีหลังศก. มีเสถียรภาพนิ่งขึ้น ส่งออกฟื้นตัว ด้านหอการค้าไทย ชี้ส่งออกติดลบยาวถึง Q3/ จี้รัฐดูแลค่าเงินบาท ใกล้เคียง คู่แข่ง หนุนส่งออก
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง โดยระบุว่า ค่าเงินบาทคงจะผันผวนต่อไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี ตามทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาดอลลาร์ได้ผันผวนมาเป็นระยะอยู่แล้ว
ดังนั้น ธนาคารแนะนำให้ลูกค้าทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อรับมือกับความผันผวนดังกล่าว ซึ่งขณะนี้จากมูลค่าการค้าระหว่างประเทศที่หดตัวลง ทำให้การทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนก็ลดลงไปด้วย
ทั้งนี้ เงินดอลลาร์สหรัฐยังเป็นเงินสกุลหลักที่ใช้ในระบบการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น เมื่อเกิดความตื่นตระหนกก็จะมีการเข้ามาซื้อดอลลาร์เก็บจึงทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และเมื่อคลายความตระหนกก็ขายดอลลาร์ออกมา ซึ่งมองว่าหากมีการเข้าไปซื้อดอลลาร์จำนวนมาก ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และอาจเกิดเงินเฟ้อได้
นายประสารกล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะธนาคารกลาง ก็คงพยายามดูแลให้เงินบาทเคลื่อนไหวในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและเงินสกุลหลักในเอเชีย และไม่ให้ประเทศเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน แต่ก็ยอมรับว่าบางช่วงเงินบาทก็แข็งค่ามากกว่าภูมิภาค
ขณะที่ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ คงจะมีเสถียรภาพมากขึ้น และความต้องการจากต่างประเทศจะเริ่มทรงตัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย แต่อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของไทยยังคงต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว โดยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ น่าจะติดลบอยู่ที่ร้อยละ 2-3
ด้านนายดุสิต นันทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยจะยังคงติดลบต่อเนื่องจนถึงไตรมาสที่ 3/52 แม้ว่าปัจจุบันจะเริ่มเห็นคำสั่งซื้อกลับเข้ามาบ้างแล้วในหลายอุตสหกรรม เช่น สิ่งทอ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็คทรอนิค อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า ไตรมาสที่ 4/52 การส่งออกจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวและสามารถพลิกกลับเป็นบวกได้ เนื่องจากมี คำสั่งซื้อที่จะกลับมาชัดเจน
ขณะเดียวกันรัฐบาลควรเข้ามาดูแลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับภูมิภาค เพื่อช่วยเหลือภาคการส่งออก เนื่องจาก เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้
เราไม่สนใจว่าค่าเงินบาทจะต้องอ่อนเท่าไหร่ หรือแข็งเท่าไหร่ แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องทัดเทียมและสมดุลกับประเทศคู่แข่ง จึงจะทำให้ผู้ส่งออกมีความสามารถแข่งขันได้ เพราะแม้ว่าสินค้าไทยจะมีคุณภาพดี แต่ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอุปสรรคก็สู้เขาไม่ได้ นายดุสิต กล่าว
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เงินบาทที่เปลี่ยนค่าอย่างกะทันหัน ทำให้ยากต่อการกำหนดราคาสินค้าส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหาร และผลิตภัณฑ์การเกษตร ซึ่งมีถึงร้อยละ 60 ที่จะส่งออกในครึ่งปีหลัง โดยเกือบทั้งหมดผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ และกว่าครึ่งเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสำเร็จรูปที่ผลิตต่อเมื่อมีคำสั่งซื้อเท่านั้น ทำให้ผู้ส่งออกต้องลดความเสี่ยงด้วยวิธีกำหนดราคาขายสูงกว่าปัจจุบันถึงร้อยละ 10 ส่งผลให้ผู้ค้าชะลอการสั่งซื้อ เพราะเป็นราคาที่สูงผิดปกติ และไม่รู้ว่าค่าเงินบาทจะสูงสุดที่ระดับเท่าใด
ทั้งนี้ในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 70 สตางค์ ทำให้ปัจจุบันเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ที่ 34 บาทเศษเท่านั้น นับว่าแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 เดือน
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยว่า จากแนวโน้มของค่าเงินบาทที่มีการแข็งค่าเร็ว ทั้งนี้ ธปท.ควรเข้าไปดูแลเพื่อประคองไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ซึ่งมาจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า ทั้งนี้คาดว่าค่าเงินบาทสิ้นปี 2552 เฉลี่ยอยู่ที่ 33.80 บาทติ่ดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม มองว่าการแข็งค่าของเงินบาทยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาค่าเงินบาทได้มีการอ่อนค่ามานาน และในอดีตค่าเงินบาทเคยแข็งค่าสุดที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ก่อนหน้านี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเกินดุลกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสปีนี้ จึงส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา สินค้าส่งออกของไทยจึงเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะดูแลเรื่องค่าเงิน และต้องเปรียบเทียบกับคู่แข่งการค้าทั้งหมด ที่แข็งค่าต่อเนื่อง โดยระบุว่า ค่าเงินบาท คงจะผันผวนต่อไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี ตาม ทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาดอลลาร์ได้ผันผวนมาเป็นระยะอยู่แล้ว
ดังนั้น ธนาคารแนะนำให้ลูกค้าทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อรับมือกับความผันผวนดังกล่าว ซึ่งขณะนี้จากมูลค่าการค้าระหว่างประเทศที่หดตัวลง ทำให้การทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนก็ลดลงไปด้วย
ทั้งนี้ เงินดอลลาร์สหรัฐยังเป็นเงินสกุลหลักที่ใช้ในระบบการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น เมื่อเกิดความตื่นตระหนกก็จะมีการเข้ามาซื้อดอลลาร์เก็บจึงทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และเมื่อคลายความตระหนกก็ขายดอลลาร์ออกมา ซึ่งมองว่าหากมีการเข้าไปซื้อดอลลาร์จำนวนมาก ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และอาจเกิดเงินเฟ้อได้
นายประสารกล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะธนาคารกลาง ก็คงพยายามดูแลให้เงินบาทเคลื่อนไหวในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและเงินสกุลหลักในเอเชีย และไม่ให้ประเทศเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน แต่ก็ยอมรับว่าบางช่วงเงินบาทก็แข็งค่ามากกว่าภูมิภาค
ขณะที่ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ คงจะมีเสถียรภาพมากขึ้น และความต้องการจากต่างประเทศจะเริ่มทรงตัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย แต่อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของไทยยังคงต้อง ใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว โดยอัตราการขยาย ตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ น่าจะติดลบอยู่ที่ร้อยละ 2-3
ด้านนายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยจะยังคงติดลบต่อเนื่องจนถึงไตรมาส ที่ 3/52 แม้ว่าปัจจุบันจะเริ่มเห็นคำสั่งซื้อกลับเข้ามาบ้างแล้วในหลายอุตสาหกรรม เช่น สิ่งทอ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า ไตรมาสที่ 4/52 การส่งออกจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวและสามารถพลิกกลับเป็นบวกได้ เนื่องจากมี คำสั่งซื้อที่จะกลับมาชัดเจน
ขณะเดียวกันรัฐบาลควรเข้ามาดูแลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับภูมิภาค เพื่อช่วยเหลือภาคการส่งออก เนื่องจาก เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้
เราไม่สนใจว่าค่าเงินบาทจะต้องอ่อน เท่าไหร่ หรือแข็งเท่าไหร่ แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องทัดเทียมและสมดุลกับประเทศคู่แข่ง จึงจะทำให้ผู้ส่งออกมีความสามารถแข่งขันได้ เพราะแม้ว่าสินค้าไทยจะมีคุณภาพดี แต่ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอุปสรรคก็สู้เขาไม่ได้ นายดุสิต กล่าว
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เงินบาทที่เปลี่ยนค่าอย่างกะทันหัน ทำให้ยากต่อการกำหนดราคาสินค้าส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหาร และผลิตภัณฑ์การเกษตร ซึ่งมีถึงร้อยละ 60 ที่จะส่งออกในครึ่งปีหลัง โดยเกือบทั้งหมดผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ และกว่าครึ่งเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสำเร็จรูปที่ผลิตต่อเมื่อมีคำสั่งซื้อเท่านั้น ทำให้ผู้ส่งออกต้องลดความเสี่ยงด้วยวิธีกำหนดราคาขายสูงกว่าปัจจุบันถึงร้อยละ 10 ส่งผลให้ผู้ค้าชะลอการสั่งซื้อ เพราะเป็นราคาที่สูงผิดปกติ และไม่รู้ว่าค่าเงินบาทจะสูงสุดที่ระดับเท่าใด
ทั้งนี้ ในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 70 สตางค์ ทำให้ปัจจุบันเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 34 บาทเศษเท่านั้น นับว่าแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 เดือน
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยว่า จากแนวโน้มของค่าเงินบาทที่มีการแข็งค่าเร็ว ทั้งนี้ ธปท.ควรเข้าไปดูแลเพื่อประคองไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ซึ่งมาจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า ทั้งนี้คาดว่าค่าเงินบาทสิ้นปี 2552 เฉลี่ยอยู่ที่ 33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม มองว่าการแข็งค่าของเงินบาทยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาค่าเงินบาทได้มีการอ่อนค่ามานาน และในอดีตค่าเงินบาทเคยแข็งค่าสุดที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
|
|
|