หน้าแรก > ธุรกิจขายตรง > lead   
  [ ฉบับที่ 895 ประจำวันที่ 14-5-2008  ถึง 16-5-2008 ]

สคบ.เชือด ‘ท๊อป ออฟ มายด์’

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
หุ้นไทยคลายกังวลอเมริกาลดงบฯ ...
ท้องถิ่นเฮ!ปรับเงินเดือนใหม่ ป.ตรีให้ 1.3 หมื่น/ขยับซี ...
ส.อ.ท.ร้าวลึกประกาศไม่เผาผี "ธนิต" เอาคืนฟ้องกลับ "พยุ...
ผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" !?!...
โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาด...
"แอร์เบอร์5" ร้อนรับไฟวกฤติ "รุ่นประหยัด-ราคาถูก" เปิดศ...
ดึง4ยอดมวยไทยร่วมศึกมาราธอน-“สมรักษ์”เดิมพัน”เจริญทอง”1...
 
 
> ปรับบริษัท และกรรมการคนละกว่าล้านบาท

เมื่อผิดก็ต้องดำเนินคดี สคบ.สั่งปรับ “ท๊อป ออฟ มายด์” โทษฐานฝ่าฝืนกฎหมายขายตรง ทำธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต ทั้งบริษัทและกรรมการ 3 คน รายละกว่าล้านบาท รวมแล้วกว่า 4 ล้านบาท “นพฉัตต์” ยอมชำระโดยดี ส่วน “พิมพ์ชยา” ยื้อขอลดค่าปรับทั้งส่วนตัวและบริษัท ด้าน “พิรุณโรจน์” ไม่ยอมจ่ายบอกไม่ได้ทำผิด สคบ. เตรียมดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สืบเนื่องจากที่ก่อนหน้านี้บริษัท ท๊อป ออฟ มายด์ จำกัด ได้ทำธุรกิจขายตรงโดยที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บริโภค หรือสคบ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับ ดูแลการประกอบธุรกิจขายตรง ตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 จนมีการกล่าวขานถึงไปทั่ววงการขายตรงว่าเกิด อะไรขึ้นกับธุรกิจนี้ เมื่อบริษัทที่ยังไม่มีใบอนุญาต สามารถเปิดทำธุรกิจกันอย่างเอิกเกริก จนหลาย ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา รวมทั้ง สคบ. เองที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ดูแลธุรกิจอย่างจริงจัง ปล่อยให้มีการทำธุรกิจอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งล่าสุดมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการทำงานของ สคบ.ในเรื่องดังกล่าวนี้

ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงกรณีนี้ว่า ล่าสุด สคบ. ได้ดำเนินคดีกับบริษัท ท๊อป ออฟ มายด์ จำกัด และกรรมการบริษัททั้ง 3 คน ได้แก่นางสาว พิมพ์ชยา วัฒนกุลโยธินนางสาวนพฉัตต์ ลาภวิเศษกสิกิจ และนายพิรุณโรจน์ ไกรสุรพงศ์ ด้วยการสั่งปรับเป็นเงินรายละกว่า 1 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทดังกล่าวรวมทั้งกรรมการทั้ง 3 คนทำ ผิดกฎหมายขายตรง โดยประกอบธุรกิจก่อน ที่จะได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรม การคุ้มครองผู้บริโภค

โดยกรณีดังกล่าวนี้หลังจากที่ สคบ. มีหลักฐานจากส่วนต่างๆ ที่แน่ชัดจึงได้เรียก นางสาวพิมพ์ชยา วัฒนกุลโยธิน ผู้บริหารบริษัท ท๊อป ออฟ มายด์ จำกัดเข้าไปชี้แจง ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้นางสาวพิมพ์ชยาได้เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าได้เข้าไปชี้แจงกับเจ้าหน้าที่นิติกร ซึ่งบริษัทยอมรับว่ากระทำความผิดจริง กรณีที่ดำเนินธุรกิจก่อนได้รับใบอนุญาต เนื่องจากได้ให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนแทนเนื่องจาก ตนไม่มีความชำนาญในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว และได้ยื่นจดทะเบียนตั้งแต่วันแรก ที่คิดเริ่มต้นทำธุรกิจ แต่ผู้ที่รับงานดังกล่าวดำเนินการล่าช้าและไม่สามารถให้คำตอบถึง วันที่จะได้รับใบอนุญาตมาโดยตลอด จนในที่สุดต้องดำเนินการยื่นจดทะเบียนด้วย ตัวเองและได้ใบอนุญาตการประกอบธุรกิจภายในเวลาต่อมา

หลังจากนั้นยังได้เข้าไปชี้แจงต่อทาง คณะอนุกรรมการกำกับดูแลธุรกิจขายตรง และในความเป็นจริงแล้วหากไม่มีการชี้แจงก็จะเป็นการเปรียบเทียบปรับ แต่ก็ได้ชี้แจงไปตามกระบวนการโดยอธิบายข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันกับที่เข้าชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่นิติกรในรอบแรก และยอมรับว่าได้ทำผิดจริงโดยไม่เจตนา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากหลักฐานความผิดที่ชัดแจ้งและการยอมรับผิดตามที่นางสาวพิมพ์ชยาให้การกับเจ้าหน้าที่ และเมื่อเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ตามขั้นตอนต่างๆ ตามกฎหมายแล้ว สคบ. จึงได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับบริษัทและกรรมการทั้ง 3 คน ตามความผิดแห่ง พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545

โดยจากหลักฐานพบว่าบริษัทท๊อป ออฟ มายด์ จำกัด เริ่มประกอบธุรกิจขายตรงโดยไม่มีใบอนุญาตตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2550 จนถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2550 ซึ่ง คณะอนุกรรมการผู้มีอำนาจเปรียบเทียบปรับความผิดตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรงพ.ศ.2545ได้มีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2551 ให้เปรียบเทียบปรับบริษัท และกรรมการทั้ง 3 คน โดยให้ปรับรายละ 1 แสนบาท และปรับรายวันอีกวันละ 5,000 บาทตามระยะเวลาที่กระทำความผิด

จากมติดังกล่าวมีเพียงนางสาวนพฉัตต์ ลาภวิเศษกสิกิจ ที่ยินยอมให้เปรียบเทียบ ปรับ โดยยินยอมจ่ายค่าปรับ 1 แสนบาท และค่าปรับรายวัน วันละ 5,000 บาท ตั้งแต่ วันที่ 19 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2550 รวม 203 วัน รวมเป็นเงินค่าปรับทั้งหมด 1,115,000 บาท

ในขณะที่ส่วนของบริษัทและนางสาวพิมพ์ชยา วัฒนกุลโยธิน ได้มีการยื่นขออุทธรณ์ขอลดค่าปรับ โดยให้เหตุผลว่า ค่าปรับสูงเกินไป ซึ่งได้ส่งเรื่องให้คณะ กรรมการขายตรงและตลาดแบบตรงพิจารณา ซึ่งตามความผิดดังกล่าวที่คณะอนุกรรมการฯ ได้เปรียบเทียบปรับนั้น หากนับค่าปรับ 1 แสนบาท และรวมกับค่าปรับรายวันตามระยะเวลาที่ทำธุรกิจโดยยังไม่ได้รับอนุญาตอีก 224 วัน บริษัทและนางสาว พิมพ์ชยา จะต้องเสียค่าปรับรวมรายละ 1,220,000 บาท

ส่วนนายพิรุณโรจน์ ไกรสุรพงศ์ เป็นกรรมการเพียงคนเดียวที่เข้าชี้แจงกับอนุ กรรมการฯว่าไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของบริษัทและไม่ยินยอมที่จะชำระค่าปรับตามที่ถูกระบุความผิด ซึ่งคณะอนุกรรมการฯก็ได้ส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งตามโทษที่กระทำความผิดที่ต้องชำระค่าปรับในครั้งนี้นั้น นายพิรุณโรจน์จะต้องชำระค่าปรับรวมเป็นเงิน 1,115,000 บาท

ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์กันในแวดวงขายตรงว่าบริษัทท๊อป ออฟ มายด์ ทำธุรกิจสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมอง ว่าเป็นมันนี่เกม เป็นธุรกิจที่ใช้ขายตรงบังหน้า และอาจจะถูกสคบ.ถอนใบอนุญาตนั้น นางสาวพิมพ์ชยา วัฒนกุลโยธิน ได้เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนสายข่าวขายตรงว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพียงแต่เคยมีหนังสือจากเจ้าหน้าที่ สคบ. ติงมาว่าบริษัทดำเนินธุรกิจก่อนได้รับใบอนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรง จึงได้เข้าไปชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ สคบ. ถึง 2 รอบ

สำหรับกระแสข่าวที่ออกมาว่าบริษัทอาจจะถูก สคบ. เพิกถอนใบอนุญาตนั้น นางสาวพิมพ์ชยากล่าวว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ซึ่งจากที่ได้เข้าไปสัมผัสจึงมีความเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ สคบ. มีความยุติธรรม และมีความเข้าใจในการทำธุรกิจขายตรงมากกว่าในอดีต และเชื่อในกระบวนการทำงานของภาครัฐที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบ การได้มีการชี้แจงไปตามกระบวนการ ซึ่งในการชี้แจงข้อเท็จจริงนั้นเป็นหน้าที่ของบริษัท

“แม้จะมีข่าวในแง่ลบแต่ทางบริษัทไม่หวั่นไหว เราต้องการเป็นค่ายที่สะอาด แผน การตลาดมีอัตราการจ่ายผลตอบแทนที่นิ่งมาก ไม่มีใครจ่ายได้เกิน 55 บาท ในส่วนของบริษัทมีผู้นำที่ประสบความสำเร็จมากและการที่บริษัทอยู่ได้เพราะสินค้าสามารถทำตลาดได้ จึงทำให้มีผู้นำที่ชอบความหวือหวาสบโอกาสเข้ามาสวมรอยมีพฤติกรรมแท็กทีม (ระดมคน) และนำสินค้าไปดัมพ์ราคา ในตลาด

ทำให้สมาชิกขายราคาปกติไม่ได้ ซึ่งบริษัทมีข้อมูลว่ามีกลุ่มดังกล่าวเข้ามาฉวย โอกาสในรูปแบบดังกล่าว โดยขณะนี้เท่าที่ตรวจสอบมีสมาชิกที่มีพฤติกรรมดังกล่าวประมาณ 3 กลุ่มและมาจากบริษัทขายตรงแห่งหนึ่ง และทางบริษัทได้เรียกเข้ามาตรวจ สอบพร้อมกับให้โอกาสกลุ่มคนเหล่านี้ทำธุรกิจอย่างถูกต้อง หากยังไม่หยุดจะดำเนินการคืนรหัสทันที”

ในเบื้องต้นได้มีการชี้แจงกับสมาชิก โดยมีบทสรุปว่า

1.หากยังมีพฤติกรรม การขายตัดราคาบริษัทจะอนุญาตให้วางจำหน่ายสินค้าในคลังสินค้าหรือโมบายเท่านั้น กรณีมีผู้วางจำหน่ายตามร้านต่างๆและตั้งราคาต่ำกว่าที่กำหนดไว้จะถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ราคา

2.บริษัทจะตรวจสอบอย่างเข้มงวดหากพบว่ามีสมาชิกที่ผู้ทำธุรกิจแอบแฝงและมีที่มาของรายได้ที่ไม่ชัดเจนจะดำเนินการคืนรหัสทันที ซึ่งจุดนี้ตนได้ชี้แจงกับทาง สคบ. ว่าจะเร่งตรวจสอบ กลุ่มที่มีพฤติกรรมดังกล่าวและดำเนินการโดยเร็วที่สุด

สำหรับความเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่น่า สนใจ ผู้สื่อข่าวสยามธุรกิจได้ตรวจสอบราย ชื่อบริษัทจดทะบียนใหม่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่าเมื่อเดือนมกราคมที่ ผ่านมา นางสาวพิมพ์ชยา วัฒนกุลโยธินได้ไปจดทะเบียนบริษัทใหม่ 2 ครั้งด้วยกัน โดยเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2551 ได้จดทะเบียนบริษัท เฮลธ ดี ดี จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 61 ล้านบาท แจ้งประเภทธุรกิจ ว่าประกอบกิจการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริมสุขภาพ ประกอบ กิจการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริมสุขภาพ มีนางสาวพิมพ์ชยาเป็นกรรมการและผู้มีอำนาจ ลงนาม

และเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2551 ได้ไปจดทะเบียนบริษัท ท็อป ออฟ มายด์ อินเตอร์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท แจ้งประเภทธุรกิจว่าประกอบกิจการผลิตยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริมสุขภาพ ประกอบกิจการจำหน่ายขายส่ง ยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริมสุขภาพ ประกอบธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง ตาม พ.ร.บ. พ.ศ.2545 มีนางสาวพิมพ์ชยาเป็นกรรมการ และผู้มีอำนาจลงนาม

อนึ่งบริษัทท๊อป ออฟ มายด์ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 โดยผลประกอบการในปีแรกที่แจ้งกับสรรพากรระบุตัวเลขรายได้รวม 272,619.89 บาท ส่วนผลประกอบการในปี 2550 ที่นางสาวพิมพ์ชยาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าว ระบุว่ามี ยอดขายประมาณ 900 ล้านบาท
 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com