หน้าแรก > การตลาด > lead   
  [ ฉบับที่ 801 ประจำวันที่ 13-6-2007 ถึง 15-6-2007 ]

‘พีแซท คัสสัน’ ปรับเกมรบ

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
หุ้นไทยคลายกังวลอเมริกาลดงบฯ ...
ท้องถิ่นเฮ!ปรับเงินเดือนใหม่ ป.ตรีให้ 1.3 หมื่น/ขยับซี ...
ส.อ.ท.ร้าวลึกประกาศไม่เผาผี "ธนิต" เอาคืนฟ้องกลับ "พยุ...
ผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" !?!...
โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาด...
"แอร์เบอร์5" ร้อนรับไฟวกฤติ "รุ่นประหยัด-ราคาถูก" เปิดศ...
ดึง4ยอดมวยไทยร่วมศึกมาราธอน-“สมรักษ์”เดิมพัน”เจริญทอง”1...
 
 
> ตั้งศูนย์ R&D ผลิตสินค้าป้อนตลาดเอเชีย

“พีแซท คัสสัน” เปิดเกมรุก หลังอยู่ในตลาดมานานกว่า 20 ปี ทั้งปรับโฉม ขยายไลน์สินค้า ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์มากขึ้น บริษัทแม่เปิดไฟเขียว จัดตั้งศูนย์ R&D ในอินโดนีเซีย สนองความต้องการคนเอเชีย หลังใช้วิธีการปรับสูตรจากแดนผู้ดี คาดสิ้นปียอดขายในไทยโต 8%

การรีลอนช์สินค้าใหม่ และขยายไลน์สินค้า ภายใต้แบรนด์ “คัสสัน อิมพีเรียล เลเธอร์” และ “คัสสัน เบบี้” ถือเป็นหนึ่งในเกมรุกที่ “พีแซท คัสสัน” จากประเทศอังกฤษได้เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อให้การพัฒนาสินค้าเหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค หลังจากที่พีแซท คัสสันทำตลาดในไทยมานานกว่า 20 ปี โดยจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์มากขึ้น เพื่อตอบสนองคนเอเชีย จากเดิมจะนำสูตรมาจากบริษัทแม่ที่ประเทศอังกฤษ แล้วนำมาปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดเอเชีย

ดังนั้น ในปี 2549 ที่ผ่านมา บริษัทแม่จึงได้ตัดสินใจลงทุนศูนย์พัฒนา และวิจัยสินค้า หรือ R&D ขึ้นที่ประเทศอินโด นีเซีย เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการคิดค้น และพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับคนเอเชีย

โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม บริษัทแม่ใช้งบกว่า 25 ล้านปอนด์ ในการสร้างศูนย์วิจัย และเครื่องจักร ทั้งในประเทศอังกฤษ อินโดนีเซีย และไทย สำหรับประเทศที่บริษัทแม่ได้เข้าไปจัดตั้งในรูปแบบบริษัท นอกเหนือจากประเทศอังกฤษ จะมีทั้งหมด 6 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ดูไบ โปแลนด์ และแอฟริกาโดยไทยจะดูแลประเทศเวียดนาม ลาว และกัมพูชา แต่จะเน้นดูแลตนเองเป็นหลัก เนื่องจากการแข่งขันในตลาดเมืองไทยจะรุนแรงกว่าประเทศอื่น

สำหรับฐานการผลิตในเอเชียจะอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย และไทย โดยไทยจะเป็นฐานการผลิตสบู่ก้อน และแป้งฝุ่น เนื่องจากมีความถนัด และเชี่ยวชาญมากกว่าสินค้าประเภทอื่น โดยจะส่งออกสบู่ก้อนไปยังประเทศในภูมิภาคทั่วโลก ส่วนแป้งฝุ่นจะส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ขณะที่ประเทศอินโดนีเซียจะเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศของตนเอง

ทั้งนี้ พีแซท คัสสันจะมีสินค้าที่ทำตลาดทั่วโลก ภายใต้ 4 แบรนด์หลักเท่านั้น คือ คัสสัน อิมพีเรียล เลเธอร์, คัสสัน เบบี้, แคร์เร็กซ์ และมอร์นิ่งเฟรช

นอกเหนือจากนั้นจะเป็นโลคัลแบรนด์ ซึ่งแล้วแต่ว่าจะเหมาะกับการทำตลาดประเทศไหน สำหรับตลาดเมืองไทยเองก็จะมีปริมาณสินค้าในพอร์ตโฟลิโอน้อยมาก เมื่อเทียบกับกลุ่มสินค้าในบริษัทแม่ ซึ่งหลากหลายทั้งไลน์สินค้า และแบรนด์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการแข่งขันของตลาดในไทยสูง อีกทั้งผู้บริโภคยังมีพฤติกรรมที่หลากหลาย

นายธริน คุณวิเศษกุล ผู้อำนวยการตลาด บริษัท พีแซท คัสสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ “สยามธุรกิจ” ว่า หลังจากที่บริษัทได้ทำตลาดในไทยมานานกว่า 20 ปี และหยุดการเคลื่อนไหวทางการตลาดมาประมาณ 3-4 ปี ดังนั้น ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้ทำการรีลอนช์สินค้าที่เปรียบเสมือนเรือธง ได้แก่ คัสสัน อิมพีเรียล เลเธอร์ และคัสสัน เบบี้ เนื่องจากทั้ง 2 แบรนด์เป็นตัวที่สร้างรายได้หลักให้กับบริษัท คิดเป็นสัดส่วน 80% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ล้างมือแคเร็กซ์ ผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างจานมอร์นิ่งเฟรช รวมไปถึงไฟติ้งแบรนด์อย่างคัสสัน เพิร์ล และคัสสัน พรีเมียร์ กลับมีสัดส่วนรวมกันเพียง 20% เท่านั้น

“ในปี 2549 ที่ผ่านมา บริษัทได้ทำการรีลอนช์สบู่อิมพีเรียล เลเธอร์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับบรรจุภัณฑ์ สูตร หรือกลิ่นหอมใหม่ รวมถึงการเพิ่มมอยเจอไรเซอร์ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ภายใต้ งบประมาณกว่า 70 ล้านบาท แต่ทั้งนี้จะอยู่ภายใต้แนวคิดเดิม คือ อาบความหรู อาบอิมพีเรียล เลเธอร์ และภายใต้ตำแหน่งทางการตลาดเดิมเช่นเดียวกัน คือ การเป็นสบู่สำหรับครอบครัว เพราะเราไม่ได้เน้นการขายสบู่เพื่อความงาม หากแต่เน้นการให้ประสบการณ์การอาบน้ำที่ดี เพราะการอาบน้ำถือเป็นการใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในแต่ละวัน เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไป มีชีวิตที่รีบเร่งมากขึ้น”

นอกจากนี้ ก็ได้มีการรีลอนช์คัสสัน เบบี้ใหม่ โดยเริ่มทยอยปรับโฉมตั้งแต่กลางปี 2549 ที่ผ่านมา ทั้งการปรับสูตร บรรจุภัณฑ์ และตำแหน่งทางการตลาดใหม่ หลังจากที่ไม่ได้ปรับโฉมมากว่า 2-3 ปี

พร้อมกันนี้ ได้มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด ได้แก่ กลุ่มเบบี้ บาธ ทั้งเฮด ทู โท วอช และมิลค์ บาธ ซึ่งจะจับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยเฮด ทู โท วอช จะจับกลุ่มเด็กแรกเกิด ขณะที่มิลค์ บาธ จะจับกลุ่มเด็กอายุระหว่าง 1-3 ปี เนื่องจากต้องการสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน เพราะเฮด ทู โท วอช จะเป็นผลิตภัณฑ์แบบทูอินวัน ทั้งทำความสะอาดผิว และเส้นผม

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสบู่เหลวถือเป็น กลุ่มสินค้าเดียวที่มีแนวโน้มการเติบโตเป็นเลข 2 หลัก คือ 15% เนื่องจากฐานยังเล็กอยู่ เมื่อเทียบกับสบู่ก้อน และแป้ง ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนเมืองจะหันมาใช้สบู่เหลวแทนสบู่ก้อนมากขึ้น ส่วนตลาดแป้งจะมีการเติบโตเพียง 2-3% เท่านั้น หรือบางปีจะติดลบด้วยซ้ำ เนื่องจากอัตราการใช้เต็มเกือบ 100% แล้ว ขณะที่สบู่เหลวมีอัตราการใช้เพียง 30-40% และยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองเป็นหลักกว่า 80% รวมถึงมีแนวโน้มว่าคนเมืองจะใช้แป้งน้อยลง ขณะที่ต่างจังหวัดจะมีแนวโน้มการใช้แป้งสูงขึ้น ทำให้ในปีนี้ในกลุ่มคัสสัน เบบี้ บริษัทจะโฟกัสไปที่แป้งเด็ก และสบู่เหลว แม้ว่าอัตราการเติบโต ของแป้งเด็กจะเป็นเลขหลักเดียวก็ตาม เนื่อง จากตลาดแป้งเป็นตลาดที่มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดประมาณ 1.9 พันล้านบาท จึงถือเป็น Product Hero ของคัสสัน เบบี้อยู่

“การแข่งขันของสินค้าเด็ก หากเป็นตลาดแป้งกับสบู่ก้อนจะใช้กลยุทธ์ด้านราคาเป็นหลัก ขณะที่ตลาดอื่น ไม่ว่าจะเป็นสบู่เหลว หรือโลชั่น จะเน้นไปที่นวัตกรรม หรือบรรจุภัณฑ์ ปัจจุบันตลาดเบบี้แคร์ หรือผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กมีมูลค่าประมาณ 3.2 พันล้านบาท มีจอห์นสันเป็นผู้นำตลาด ด้วยส่วนแบ่ง 36% แคร์ 35% ตามมาด้วยเบบี้มายด์ และคัสสัน โดยตลาดแป้งมีสัดส่วนใหญ่ที่สุด คือ 1.9 พันล้านบาท ส่วนสบู่ หรือแชมพูจะมีมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาทเท่านั้น”

สำหรับการทำตลาดคัสสัน เบบี้ในปีนี้ บริษัทได้จัดสรรงบการตลาดไว้ประมาณ 60 ล้านบาท เนื่องจากจะเน้นไปที่บีโลว์ เดอะ ไลน์มากกว่า 80% ด้วยการเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค โดยการร่วมกับพันธมิตร อาทิ นิตยสารรักลูกจัดประกวดภาพถ่ายเด็กอายุไม่เกิน 3 ปี จะไม่เน้นไปที่การโฆษณาผ่านโทรทัศน์ เพราะบริษัทได้วางตำแหน่งทางการตลาดของคัสสัน เบบี้ให้เป็นสินค้าคุณภาพในราคาระดับแมส โดยมีราคาถูกกว่าผู้นำตลาดอย่างจอห์นสันราวๆ 20% รวมถึงการเข้าไปทำกิจกรรมในโรงพยาบาลกว่า 30 แห่ง ทั้งโรงพยาบาลเอกชน และรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแจกสินค้าตัวอย่างกว่า 3 หมื่นชิ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสทดลองใช้สินค้า หรือการร่วมมือกับทางโรงพยาบาล เพื่อฝึกอบรมคุณแม่มือใหม่ ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ได้มีการแจกวีซีดีคู่มือการเลี้ยงลูก ชุด “คุณแม่มือใหม่” ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากแพทยสภาแล้ว

“ที่ผ่านมาไม่ได้ทำการตลาดมากนัก ในปีนี้จึงเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ในส่วนช่องทางการจำหน่ายจะแบ่งเป็นกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในสัดส่วนที่เท่ากัน และช่องทางที่เรามองว่าเป็นโอกาส คือ เคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้า และการขายตรงในโรงพยาบาล เพราะปัจจุบัน ช่องทางการจำหน่ายของคัสสัน เบบี้ค่อนข้างครอบคลุมแล้ว ทั้งนี้ จะไปคาดหวังกับอัตราเด็กแรกเกิดในแต่ละปีไม่ได้ เพราะในแต่ละปีจะมีอัตราเด็กแรกเกิดประมาณ 1.2% เท่านั้น และคาดว่าภายใน 5 ปีจะเหลือไม่ถึง 1%”

อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ในปีนี้เติบโต 8% สำหรับปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวมเกือบ 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้สบู่อิมพีเรียล เลเธอร์ 50% นับเป็นธุรกิจเรือธงที่สร้างรายได้ให้กับบริษัท ดังนั้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้ลงทุน 360 ล้านบาท สร้างโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดปทุมธานี ขยายกำลังการผลิตสบู่ 30,000 ตันต่อปี เพื่อป้อนตลาดในประเทศ 40% และส่งออกไปยังต่างประเทศ 60% อาทิ ยุโรป ตะวันออกกลาง เป็นต้น ส่วนรายได้ที่เหลือแบ่งเป็น คัสสัน เบบี้ 30% มอร์นิ่งเฟรช 10% และ อื่นๆ อาทิ แคร์เร็กซ์, คัสสัน เพิร์ล และคัสสัน พรีเมียร์ 10%


 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com