หน้าแรก > ธุรกิจขายตรง > ข่าวขายตรง   
  [ ฉบับที่ 861 ประจำวันที่ 12-1-2008 ถึง 15-1-2008 ]

สิ่งแวดล้อมในธุรกิจเครือข่ายสำคัญไฉน?

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
หุ้นไทยคลายกังวลอเมริกาลดงบฯ ...
ท้องถิ่นเฮ!ปรับเงินเดือนใหม่ ป.ตรีให้ 1.3 หมื่น/ขยับซี ...
ส.อ.ท.ร้าวลึกประกาศไม่เผาผี "ธนิต" เอาคืนฟ้องกลับ "พยุ...
ผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" !?!...
โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาด...
"แอร์เบอร์5" ร้อนรับไฟวกฤติ "รุ่นประหยัด-ราคาถูก" เปิดศ...
ดึง4ยอดมวยไทยร่วมศึกมาราธอน-“สมรักษ์”เดิมพัน”เจริญทอง”1...
 
 
ธุรกิจเครือข่าย (Network Business) เป็นธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ หลายด้านที่จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจ เพื่อเรียนรู้และปรับตัวตามให้เกิดความเหมาะสม มักจะมีผู้สงสัยว่าจะทำธุรกิจเครือข่ายแล้วจะต้องระวังสิ่งใดบ้าง ซึ่งสามารถสรุปดังนี้

ธุรกิจเครือข่ายมีสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยว ข้องกับผู้ทำธุรกิจเครือข่าย 3 ระดับออกไปจากตนเอง ซึ่งได้แก่ สิ่งแวดล้อมภายในองค์กร สิ่งแวดล้อมภายในธุรกิจและสิ่งแวด ล้อมภายนอกธุรกิจ

1.สิ่งแวดล้อมภายในองค์กร (Internal Organization Environment)

สิ่งแวดล้อมภายในองค์กร เป็นสิ่งแรก ที่ผู้สนใจธุรกิจเครือข่ายจะต้องมีความใกล้ชิดและเกี่ยวข้องมากที่สุด ดังนี้

-ทีมงาน (Working Group) หมายถึง กลุ่มบุคคลที่เราเข้าไปร่วมทำธุรกิจ ทำงานด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มจากการชักชวนของสมาชิกในบริษัทนั้นๆ ดังนั้นการทำงานที่ประสานงานกันเป็นเรื่องที่สำคัญในการช่วยเหลือกัน การแบ่งหน้าที่กัน ให้เกิดผลงาน รายได้และผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยเบื้องต้นแล้วผู้ที่แนะนำเราเข้าธุรกิจ ในธุรกิจเครือข่ายเรียกว่า “ผู้แนะนำ” หรือ “ผู้สปอนเซอร์ (Sponsor)” ผู้ที่เราต่อรหัสในสายงานโดยตรงเรียกว่า “ผู้อยู่บนสายงาน” หรือ “อัพไลน์ (Upline)” และผู้ที่ต่อสายงานเราลงไปเรียกว่า “ผู้อยู่ใต้สายงาน” หรือ “ดาวน์ไลน์ (Downline)”

-ระบบบริษัท (Company System) หมายถึง การทำงานในองค์กรใดๆ ก็ตาม ต่างก็มีระบบบริหารและการจัดการในด้านต่างๆ ที่แตกต่างกัน ซึ่งเราจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจ เพื่อให้เข้าใจการทำงานอย่างดี ซึ่งได้แก่ รูปแบบโครงสร้างองค์กร (Company Structure) การแบ่งแผนกงาน (Organization’s Departments) บุคลากรในหน้าที่ (Company Staff) เป็นต้น

- วัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) หมายถึง แบบแผนของความเชื่อ ค่านิยม แนวคิด และพฤติกรรมต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะขององค์กร ที่บุคคลต่างๆ ในองค์กรยึดถือเป็นหลักในการทำงานและการอยู่ร่วมกัน ที่สามารถสะท้อนออกมาจาก เรื่องราว (Stories) แบบแผนการปฏิบัติ (Ritual) สัญลักษณ์ทางวัตถุ (Material Symbols) และ ภาษาเฉพาะ (Specific Language) ที่สามารถ ส่งผลให้แตกต่างกันระหว่างองค์กรต่างกันในลักษณะของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความต้านทานต่อความเสี่ยง จุดมุ่งหมาย การยอมรับผสมผสานกับสิ่งต่างๆ การสนับสนุนจากผู้บริหาร การควบคุม เอกลักษณ์เฉพาะองค์กร ระบบรางวัล ความทนทานต่อความขัดแย้ง และรูปแบบของการสื่อสารระหว่างกัน เป็นต้น

2.สิ่งแวดล้อมภายในธุรกิจ (Internal Business Environment)

สิ่งแวดล้อมภายในธุรกิจ เป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับองค์กรที่ดำเนินธุรกิจเครือข่ายอยู่ ซึ่งได้แก่

- ผู้ขายปัจจัยการผลิต (Supplier) หมายถึง องค์กรที่ทำหน้าที่ส่งวัตถุดิบ (Raw Material) หรือ สินค้าที่ผลิต (Finished Goods) ก็ได้ ทั้งนี้เป็นองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมที่ต้องพิจารณา ซึ่งได้แก่ มาตรฐานการผลิต คุณภาพสินค้า การบริการ การรับรองคุณภาพ การรับประกัน การบริการขนส่ง การบริการประกอบ เป็นต้น

- คู่แข่งขัน (Competitive) หมายถึง คู่แข่งขันในเชิงเปรียบเทียบ ที่มีบริการ

สินค้า และรูปแบบธุรกิจเดียวกับองค์กรที่เราต้องการดำเนินธุรกิจเครือข่ายด้วย

หากเปรียบเทียบแล้วมีความเหมือนทั้ง บริการ สินค้า และรูปแบบธุรกิจ ซึ่งมีบริการลักษณะเดียวกัน สินค้ากลุ่มเดียวกันในองค์ประกอบต่างๆ และเป็นธุรกิจเครือข่ายเหมือนกัน ลักษณะนี้เรียกว่า “คู่แข่งขันทางตรง (Direct Competitor)” ซึ่งส่งผลเชิงแข่งขันอย่างมาก แต่หากมีความแตกต่างกันบางองค์ประกอบในลักษณะของ บริการ สินค้า และรูปแบบธุรกิจ ที่เด่นชัดจนไม่กระทบเชิงแข่งขันมาก เป็นเพียง “คู่แข่งขันทางอ้อม (Indirect Competitor)” เท่านั้น

3.สิ่งแวดล้อมภายนอกธุรกิจ (External Business Environment)

สิ่งแวดล้อมภายนอกธุรกิจ เป็นสิ่งแวด ล้อมที่ไม่มีความเกี่ยวข้องหรือ ผลกระทบโดยตรง แต่มีความสำคัญในฐานะองค์ประกอบที่อาจจะส่งเสริมให้กิจการไปได้ดี หรือเป็นปัจจัยปิดกั้นให้การเติบโตของกิจการต่างๆ ยากขึ้นก็ได้ ซึ่งได้แก่

- เศรษฐกิจ (Economic) ซึ่งนับได้ว่าเป็นสิ่งแวดล้อมภายนอกธุรกิจ ที่มีผลกระทบในลำดับแรกที่คนเรามักจะนึกถึง ทั้งนี้หากมองภาพเศรษฐกิจแล้ว สามารถพิจารณาวงจรเศรษฐกิจ (Economic Cycle) ได้ออกเป็น 4 ช่วง ได้แก่ วงจร PRDR

P (Prosperity) หรือ เฟื่องฟู เป็นช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในขั้นเติบโตเต็มที่ ซึ่งอาจจะเอื้อประโยชน์เป็นปัจจัยเสริมในการทำธุรกิจต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

R (Recession) หรือ ถดถอย เป็นช่วงเริ่มต้นของขาลงทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจมีผลต่อการทำธุรกิจต่างๆ ที่ต้องระวังและพิจารณาให้ดี

D (Depression) หรือ ตกต่ำ เป็นสภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในยุคเข็ญ มีผลกระทบในการใช้ชีวิตในวงกว้าง สามารถส่งผลกระทบให้ธุรกิจต่างๆ มีการชะลอตัวหรือ ปิดตัวลงได้ เป็นช่วงในการทำธุรกิจ

ใด ต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะมีความเสี่ยงสูง

R (Recovery) หรือ ฟื้นตัว เป็นสภาพ การปรับตัวดีขึ้นเสมือนฟ้าหลังฝนเชิงเศรษฐศาสตร์ ที่อาจส่งผลให้เกิดการขยายตัวในธุรกิจต่างกลับฟื้นขึ้นมา

วงจรเศรษฐกิจของประเทศใดๆ ในโลก ล้วนแล้วแต่จะต้องผ่านกระบวนการ PRDR ทั้งสิ้น แต่หากจะมีความแตกต่างกันในวงจรว่า จะมีวงจรที่ขึ้นสูงแล้วลงต่ำมาก

น้อยกว่ากันเท่าไร แล้วแต่ละวงจรในแต่ละประเทศจะใช้เวลาของวงจรนานเท่าใด อาจเป็นเดือน ปี หลายปี ก็แล้วแต่สภาพที่

ประเทศนั้นๆ จะเป็นไป ซึ่งขึ้นกับองค์ประกอบมวลรวมของประเทศนั้นๆ ที่ส่งผลให้มีความแตกต่างกัน นอกจากนี้อาจต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น อัตราดอกเบี้ย ภาวะเงินเฟ้อ เงินฝืด อัตราการว่างงาน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามหากพิจารณากับธุรกิจเครือข่ายแล้ว ถ้าเราดำเนินการในวงแคบ เช่น ระดับจังหวัด หรือ อำเภอ/เขต ก็เปรียบเสมือนการวิเคราะห์ว่า จังหวัด หรืออำเภอนั้นๆ มีเศรษฐกิจเชิงเศรษฐศาสตร์ดีหรือไม่ เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากน้อยอย่างไร ซึ่งอาจนำความรู้ด้านนี้วิเคราะห์ตลาดเป้าหมายที่เหมาะสมได้ด้วย

- ประชากรศาสตร์ (Demographic) ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับประชากร ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก อาจศึกษาเฉพาะ เขต จังหวัด ภาค ประเทศ ทวีป หรือ ระดับโลกก็ได้ ขึ้นกับขอบข่ายที่ต้องการพิจารณาของตลาดลูกค้าที่เราสนใจ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ อาชีพ สถานภาพสมรส ขนาดครอบครัว ลักษณะที่อยู่อาศัย อาชีพเสริม ลักษณะการใช้ชีวิต สถานะทางสังคม ลักษณะการใช้ชีวิต เป็นต้น

ทั้งนี้ขึ้นกับขอบข่ายที่จะพิจารณาเป็นกรอบของกลุ่มบุคคล ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ เพื่อที่จะสามารถแยกผู้มุ่งหวังจะเป็นลูกค้าที่แท้จริงออกจากคนจำนวนมากในพื้นที่นั้นๆ ได้
-
สังคม วัฒนธรรม ศาสนา (Social Culture Religion) ซึ่งเป็นสิ่งที่หล่อหลอมคนให้มีพื้นฐานอย่างใดอย่างหนึ่งในสังคมนั้นๆ เฉพาะ ที่จะทำให้แตกต่างกันในแต่ละสังคม ดังนั้นการพิจารณา สังคม วัฒนธรรม ศาสนา ในกลุ่มเป้าหมายอย่างเข้าใจ จะทำให้การปรับตัวกับกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น

- การเมืองและกฎหมาย (Politic and Legal) ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบที่ทำให้รูปแบบการทำธุรกิจต่างๆ จะต้องมีการปรับตาม ซึ่งหากการเมืองมีเสถียรภาพที่ดี ก็เอื้อประโยชน์ให้การทำธุรกิจราบรื่น ในขณะที่กฎหมาย มีผลต่อการจัดรูปแบบธุรกิจต่างๆ ตามมา เช่น ภาษี รูปแบบการทำธุรกิจ องค์กรภาครัฐที่ควบ คุมดูแล กฎการปฏิบัติที่ธุรกิจเครือข่ายจะต้องปฏิบัติตาม เป็นต้น

- เทคโนโลยี (Technology) เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการพัฒนาและศักยภาพของตลาดต่างๆ ดังนั้นหากกลุ่มพื้นที่เป้าหมาย มีการยอมรับ และใช้เทคโน โลยีที่ทันสมัย และกว้างขวาง ก็จะทำให้ระบบการทำงานเป็นไปโดยสะดวกขึ้นด้วย เช่น เทคโนโลยีการผลิต เทคโนโลยีการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม เทคโนโลยีการคิดค้นพัฒนาสินค้าใหม่ เทคโนโลยีการสื่อสาร เทคโนโลยีการคมนาคม เทคโนโลยีสนับสนุนระบบสถาบันการเงิน เทคโนโลยีการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีระบบคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

จากพื้นฐานสิ่งแวดล้อมทุกส่วนล้วนมีความสัมพันธ์ต่อการทำธุรกิจเครือข่ายทั้ง

สิ้น ขึ้นอยู่กับขอบข่ายขนาดพื้นที่เป้าหมายของเรา หากเราต้องการพิจารณาศึกษาวงกว้างก็จำจะต้องปรับและเข้าใจความแตกต่างที่มีมากขึ้นในทุกสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยว

ข้องด้วย จากเรื่องสิ่งแวดล้อมในธุรกิจเครือข่ายนี้ หากผู้ที่ทำธุรกิจเครือข่ายได้ศึกษาและเข้าใจก็จะสามารถปรับตัวกับธุรกิจได้อย่างเข้าใจและพร้อมกว่าในการเผชิญสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างดีครับ


 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com